วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559
สารและการจำแนกสาร
สารและการแยกสาร
2.การตกผลึก (crystallization) เป็นการแยกตัวละลายออกจากสารละลายอิ่มตัวที่อุณภูมิสูง สารละลายอิ่มตัว คือ สารละลายที่มีตัวละลายอยู่ปริมาณมากจนไม่สามารถละลายได้อีก ณ อุณหภูมิหนึ่ง เช่น สารส้ม เกลือแกง กำมะถัน จุนสี
3. การกลั่นแบบธรรมดา เป็นวิธีการแยกสารที่มีอุณภูมต่างกันมาก เช่น หินปูนกับน้ำ เกลือกันน้ำ
4. การกลั่่นแยกลำดับส่วน (fractional distillation) เป็นการแยกสารละลายที่่มีอุณหภูมิใกล้เคียงกัน เช่น น้ำมันดิบ
วิธีการแยกสารด้วยวิธีต่างๆ
การแยกสารเนื้อเดียวออกจากกันมีหลายวิธี เช่น
1.
การระเหยจนแห้ง
ใช้ในกรณีที่ตัวถูกละลายเป็นของแข็งและตัวทำละลายเป็นของเหลว
หรือของแข็งละลายในของเหลว เช่น
เมื่อนำเกลือแกงซึ่งเป็นของแข็งมาละลายในน้ำจะได้ของผสมเนื้อเดียวกัน เรียกว่า
สารละลายเกลือแกง
ในกรณีที่เราต้องการแยกเกลือแกงและน้ำออกจากสาระลายเกลือแกงทำได้โดยการนำสารดังกล่าวมาให้ความร้อน
เพื่อระเหยตัวละลาย ในที่นี้คือน้ำออกไป สิ่งที่เหลืออยู่ในภาชนะคือตัวถูกละลาย
ที่เป็นของแข็งในที่นี้คือ เกลือแกง
2.
โครมาโตกราฟี (Chromatography) เป็นเทคนิคการแยกสารเนื้อเดียวออกจากกันให้เป็นสารบริสุทธิ์
โดยอาศัยหลักการที่ว่า "สารแต่ละชนิดมีความสามารถในการละลายต่างกัน และถูกดูดซับต่างกัน
จึงทำให้สารแต่ละชนิดแยกออกจากกันได้" ดังนั้นการแยกสารด้วยเทคนิคโครมาโตกราฟี
จึงต้องอาศัยสมบัติของสารดังนี้
2.1
สารต่างชนิดกันมีความสามารถในการละลายในตัวทำละลายชนิดเดียวกันได้ดี
ไม่เท่ากัน สารที่ละลายได้ดีจะเคลื่อนที่ไปได้เร็ว
2.2
สารต่างชนิดกันถูกดูดซับโดยตัวดูดซับได้ดีไม่เท่ากันสารที่ถูกดูดซับได้ดีจะเคลื่อนที่ได้ช้า
2.3
สารที่ละลายในตัวทำละลายได้ดี
และถูกดูดซับน้อยจะเคลื่อนที่ได้เร็วไปได้ไกล
2.4
สารที่ละลายในตัวทำละลายได้น้อยและถูกดูดซับมากจะเคลื่อนที่ช้าไปได้ไม่ไกล
ประโยชน์ของโครมาโตกราฟี
1.
ใช้ในการแยกสารเนื้อเดียวที่มีส่วนผสมหลาย ๆ ชนิด
ให้ได้เป็นสารบริสุทธิ์
2.
ใช้ในการวิเคราะห์หาปริมาณและชนิดของสาร
3.
ใช้ทดสอบหรือแยกสารตัวอย่างที่มีปริมาณน้อย ๆ ได้
4.
ใช้แยกสารได้ทั้งสารที่มีสีและไม่มีสี
3.
การกลั่น เป็นกระบวนการที่ทำให้ของเหลวได้รับความร้อนจนกลายเป็นไอ
ทำให้แยกตัวทำละลายและตัวถูกละลายที่ต่างก็เป็นของเหลวออกจากกันได้โโยอาศัยความแตกต่างกันของจุดเดือด
การกลั่นจะใช้ได้ผลต่อเมื่อตัวทำละลายและตัวถูกละลายเดือดที่อุณหภูมิต่างกันค่อนข้างมาก(ต่างกันอย่างน้อย
20 ๐C) เช่น การแยกน้ำจากน้ำทะเล
การแยกน้ำจากน้ำคลอง การแยกน้ำจากน้ำเกลือ หรือน้ำเชื่อม เป็นต้น
4.
การตกผลึก
เป็นกระบวนการแยกของแข็งที่ละลายในตัวทำละลายที่เป็นของเหลว
โดยทำให้สารละลายอิ่มตัวที่อุณหภูมิสูง แล้วปล่อยให้สารละลายเย็นลง
ของแข็งจะตกผลึกออกมา
สารเนื้อผสม หมายถึง
สารที่มีลักษณะเนื้อสารไม่ผสมกลมกลืนกันเป็นเนื้อเดียวกันเกิดจาก
สารอย่างน้อย 2
ชนิดขึ้นไปมาผสมกันโดยเนื้อสารจะแยกกันเป็นส่วน ๆ
การแยกสารเนื้อผสมอาจใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น การกรอง การใช้กรวยแยก
การใช้อำนาจแม่เหล็ก การระเหิด การระเหยจนแห้ง
ซึ่งเป็นการแยกสารโดยวิธีทางกายภาพทั้งสิ้น
สารที่แยกได้จะมีสมบัติเหมือนเดิม
1. การกรอง
เป็นวิธีการแยกสารออกจากกันระหว่างของแข็งกับของเหลว หรือใช้แยกสารแขวนลอยออกจากน้ำ
ซึ่งใช้กันมากในทางเคมี โดยเฉพาะในห้องปฏิบัติการที่กรองสารในปริมาณน้อย ๆ
การกรองนั้นจะต้องเทสารผ่านกระดาษกรอง
อนุภาคของแข็งที่ลอดผ่านรูกระดาษกรองไม่ได้จะอยู่บนกระดาษกรอง
ส่วนน้ำและสารที่ละลายน้ำได้จะผ่านกระดาษกรองลงสู่ภาชนะ
2. การใช้กรวยแยก เป็นวิธีที่ใช้แยกสารเนื้อผสมที่เป็นของเหลว 2 ชนิดที่ไม่ละลายออกจากกัน โดยของเหลวทั้งสองนั้นแยกเป็นชั้นเห็นได้ชัดเจน
เช่น น้ำกับน้ำมัน เป็นต้น การแยกโดยวิธีนี้จะนำของเหลวใส่ในกรวยแยก
แล้วไขของเหลวที่อยู่ในชั้นล่างซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่าชั้น
บนออกสู่ภาชนะจนหมด แล้วจึงค่อย ๆ
ไขของเหลวที่ที่เหลือใส่ภาชนะใหม่
3. การใช้อำนาจแม่เหล็ก
เป็นวิธีที่ใช้แยกองค์ประกอบของสารเนื้อผสมซึ่งองค์ประกอบหนึ่งมีสมบัติในการถูกแม่เหล็กดูดได้
เช่น ของผสมระหว่างผงเหล็กกับผงกำมะถัน
โดยใช้แม่เหล็กถูไปมาบนแผ่นกระดาษที่วางทับของผสมทั้งสอง
แม่เหล็กจะดูดผงเหล็กแยกออกมา
4. การระเหิด
คือ
ปรากฏการณ์ที่สารเปลี่ยนสถานะจากของแข็งกลายเป็นก๊าซหรือไอโดยไม่เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวก่อน
ใช้แยกสารเนื้อผสมที่เป็นของแข็งออกจากกัน โดยของแข็งชนิดหนึ่งมีสมบัติระเหิดได้
เช่น ลูกเหม็น พิมเสน น้ำแข็งแห้ง การบูรกับเกลือแกง
เมื่อให้ความร้อนการบูรจะกลายเป็นไอแยกออกจากเกลือแกง
ดักไอของการบูรด้วยภาชนะที่เย็นจะได้การบูรเป็นของแข็งแยกออกมา
5. การใช้มือหยิบออกหรือเขี่ยออก ใช้แยกของผสมเนื้อผสม
ที่ของผสมมีขนาดโตพอที่
จะหยิบออกหรือเขี่ยออกได้ เช่น
ข้าวสารที่มีเมล็ดข้าวเปลือกปนอยู่
6. การตกตะกอน
ใช้แยกของผสมเนืท้อผสมที่เป็นของแข็งแขวนลอยอยู่ในของเหลว
ทำได้โดยนำของผสมนั้นวางทิ้งไว้ให้สารแขวนลอยค่อย ๆ ตกตะกอนนอนก้น
ในกรณีที่ตะกอนเบามากถ้าต้องการให้ตกตะกอนเร็วขึ้นอาจทำได้โดย
ใช้สารตัวกลางให้อนุภาคของตะกอนมาเกาะ เมื่อมีมวลมากขึ้น
น้ำหนักจะมากขึ้นจะตกตะกอนได้เร็วขึ้น เช่น ใช้สารส้มแกว่ง
อนุภาคของสารส้มจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้โมเลกุลของสารที่ต้องการตกตะกอนมาเกาะ
ตะกอนจะตกเร็วขึ้น
การแยกสาร
การแยกสาร
1. การกรอง (filtration) เป็นการแยกสารที่มีอนุภาคต่างกััน
โดยตัวถูกทำละลายไม่ละลายในตัวทำละลายและมีขนาดของวัตถุใหญ่การวัตถุที่ใช้
กรอง เช่น ผงถ่านกับน้ำ ทรายกับน้ำ
2.การตกผลึก (crystallization) เป็นการแยกตัวละลายออกจากสารละลายอิ่มตัวที่อุณภูมิสูง สารละลายอิ่มตัว คือ สารละลายที่มีตัวละลายอยู่ปริมาณมากจนไม่สามารถละลายได้อีก ณ อุณหภูมิหนึ่ง เช่น สารส้ม เกลือแกง กำมะถัน จุนสี
3. การกลั่นแบบธรรมดา เป็นวิธีการแยกสารที่มีอุณภูมต่างกันมาก เช่น หินปูนกับน้ำ เกลือกันน้ำ
4. การกลั่่นแยกลำดับส่วน (fractional distillation) เป็นการแยกสารละลายที่่มีอุณหภูมิใกล้เคียงกัน เช่น น้ำมันดิบ
5. การสกัดโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ (steam distillation)
นิยมใช้สกัดน้ำมันหอมระเหยออกจากส่วนต่างๆของพืช
สารที่ต้องการแยกต้องไม่ละลายน้ำ ระเหยง่าย มีจุดเดือดต่ำ เช่นผิวมะกรูด
ใบยูคาลิปตัส
6.การสกัดด้วยตัวทำละลาย (solvent extraction)
เป็นการแยกสารที่ต้องการออกจากส่วนต่างๆของพืช เช่น ถั่วเหลือง ปาล์ม
ถั่งลิสง เป็นต้น
7. การแยกสารโดยวิธีโครมาโทกราฟี (chromatography)
นิยมใช้แยกสารที่มีปริมาณน้อย
สารที่ละลายได้ดีจะถูกดูดซับน้อยและเคลื่อนที่ไปได้ไกล เช่น
สารที่มีสีผสมอยู่ โดยจะมีค่า Rf ไม่เกิน 1

การแยกสารโดยวิธีการอย่างง่าย มีหลายวิธีได้แก่
1.การระเหย สารละลายที่ประกอบด้วยของแข็งที่ระเหยยากและตัวทำละลายที่ระเหยง่าย
2.การใช้กรวยแยก ใช้แยกของเหลวที่ไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น น้ำมันกับน้ำ
3.การระเหิด ใช้แยกของแข็ง ซึ่งเปลี่ยสถานะเป็นแก๊สด้วยความร้อน โดยไม่ผ่านขั้นตอนเป็นของเหลว

4. วิธีการหยิบออก ใช้แยกของแข็งที่เป็นก้อน
5. ใช้แม่เหล้กดูด ใช้แยกสารแม่เหล็กออกจาก สารที่ไม่ใช่สารแม่เหล็ก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
เซลลฺ์
ใบความรู้
เรื่อง
รูปร่างลักษณะของเซลล์
รูปร่างของเซลล์ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ตาม จะประกอบด้วยหน่วยที่เล็กที่สุด แต่มี ความส าคัญต่อชีวิตมากที่สุดเรียกว่า เซลล์ (Cell ) เซลล์ (Cell ) คือ หน่วยเล็ก ๆ ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานที่ส าคัญ ของสิ่งมีชีวิต เซลล์ของสิ่งมีชีวิตอาจมีรูปร่างและส่วนประกอบที่แตกต่างกันเพื่อความเหมาะสมกับหน้าที่ การงาน
สิ่งมีชีวิตมีทั้งสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์เซลล์ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะมี ลักษณะและรูปร่างแตกต่างกัน ดังนี้
1. สิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์เพียงเซลล์เดียว เรียกว่า สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีขนาด เล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น การศึกษาต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดู สามารถท ากิจกรรมทุกอย่างที่ สิ่งมีชีวิตทั่ว ๆ ไปทำได้ เช่น เคลื่อนไหว กินอาหาร สืบพันธุ์ เช่น
2. สิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์หลายเซลล์ มารวมกันเป็นรูปร่างโดยแต่ละเซลล์จะมีรูปร่างและหน้าที่ แตกต่างกันแต่มีการท างานประสานกันของเซลล์ทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นรูปร่างอันมีผลท าให้สิ่งมีชีวิต นั้น ๆ สามารถด ารงชีวิตอยู่ได้ นอกจากนั้นเซล ล์ใหม่จะเกิดจากกระบวนการแบ่งเซลล์ของเซลล์ที่มีชีวิต
อยู่ก่อน และเซลล์ใหม่จะได้รับการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม จากเซลล์เดิมด้วย เรียกสิ่งมีชีวิต เหล่านี้ว่า สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ได้แก่ พืช สัตว์ มนุษย์ และเห็ดรา เซลล์ของสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่มี ขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
เรื่อง
รูปร่างลักษณะของเซลล์
รูปร่างของเซลล์ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ตาม จะประกอบด้วยหน่วยที่เล็กที่สุด แต่มี ความส าคัญต่อชีวิตมากที่สุดเรียกว่า เซลล์ (Cell ) เซลล์ (Cell ) คือ หน่วยเล็ก ๆ ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานที่ส าคัญ ของสิ่งมีชีวิต เซลล์ของสิ่งมีชีวิตอาจมีรูปร่างและส่วนประกอบที่แตกต่างกันเพื่อความเหมาะสมกับหน้าที่ การงาน
สิ่งมีชีวิตมีทั้งสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์เซลล์ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะมี ลักษณะและรูปร่างแตกต่างกัน ดังนี้
1. สิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์เพียงเซลล์เดียว เรียกว่า สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีขนาด เล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น การศึกษาต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดู สามารถท ากิจกรรมทุกอย่างที่ สิ่งมีชีวิตทั่ว ๆ ไปทำได้ เช่น เคลื่อนไหว กินอาหาร สืบพันธุ์ เช่น
2. สิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์หลายเซลล์ มารวมกันเป็นรูปร่างโดยแต่ละเซลล์จะมีรูปร่างและหน้าที่ แตกต่างกันแต่มีการท างานประสานกันของเซลล์ทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นรูปร่างอันมีผลท าให้สิ่งมีชีวิต นั้น ๆ สามารถด ารงชีวิตอยู่ได้ นอกจากนั้นเซล ล์ใหม่จะเกิดจากกระบวนการแบ่งเซลล์ของเซลล์ที่มีชีวิต
อยู่ก่อน และเซลล์ใหม่จะได้รับการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม จากเซลล์เดิมด้วย เรียกสิ่งมีชีวิต เหล่านี้ว่า สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ได้แก่ พืช สัตว์ มนุษย์ และเห็ดรา เซลล์ของสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่มี ขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
โครงงาน
ใบความรู้
ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์
โครงงานวิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาค้นคว้า โดยผู้เรียนจะเป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเองทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มวางแผนในการศึกษาค้นคว้า การเก็บรวบรวมข้อมูล จนถึงเรื่องการแปลผล สรุปผล
และเสนอผลการศึกษา
โดยมีผู้ชำนาญการเป็นผู้ให้คำปรึกษา
ลักษณะและประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์ จำแนกได้เป็น
4 ประเภท ดังนี้
1.
โครงงานประเภทสำรวจ
เป็นโครงงานที่มีลักษณะเป็นการศึกษาเชิงสำรวจ รวบรวมข้อมูลแล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาจัดกระทำและนำเสนอในรูปแบบต่าง
ๆ
ดังนั้นลักษณะสำคัญของโครงงานประเภทนี้คือ
ไม่มีการจัดทำหรือกำหนดตัวแปรอิสระที่ต้องการศึกษา
2.
โครงงานประเภททดลอง
เป็นโครงงานที่มีลักษณะกิจกรรมที่เป็นการศึกษาหาคำตอบของปัญหาใดปัญหาหนึ่งด้วยวิธีการทดลอง
ลักษณะสำคัญของโครงงานนี้คือ
ต้องมีการออกแบบการทดลองและดำเนินการทดลองเพื่อหาคำตอบของปัญหาที่ต้องการทราบหรือเพื่อตรวจสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้
โดยมีการจัดกระทำกับตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ เพื่อดูผลที่เกิดขึ้นกับตัวแปรตาม และมีการควบคุมตัวแปรอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการศึกษา
3.
โครงงานประเภทการพัฒนาหรือประดิษฐ์
เป็นโครงงานที่มีลักษณะกิจกรรมที่เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ ทฤษฎี
หรือหลักการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องใช้
หรืออุปกรณ์เพื่อประโยชน์ใช้สอยต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นการประดิษฐ์ของใหม่ ๆ
หรือปรับปรุงของเดิมที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ซึ่งจะรวมไปถึงการสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายแนวคิด
4.
โครงงานประเภทการสร้างทฤษฎีหรืออธิบาย
เป็นโครงงานที่มีลักษณะกิจกรรมที่ผู้ทำจะต้องเสนอแนวคิด หลักการ
หรือทฤษฎีใหม่ ๆ อย่างมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ในรูปของสูตรสมการหรือคำอธิบายอาจเป็นแนวคิดใหม่ที่ยังไม่เคยนำเสนอ
หรืออาจเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ในแนวใหม่ก็ได้
ลักษณะสำคัญของโครงงานประเภทนี้ คือ
ผู้ทำจะต้องมีพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างดี ต้องค้นคว้าศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง
จึงจะสามารถสร้างคำอธิบายหรือทฤษฎีได้
ขั้นตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์
การทำกิจกรรมโครงงานเป็นการทำกิจกรรมที่เกิดจากคำถามหรือความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่อง
ต่าง ๆ ดังนั้นการทำโครงงานจึงมีขั้นตอนดังนี้
1. ขั้นสำรวจหรือตัดสินใจเลือกเรื่องที่จะทำ
การตัดสินใจเลือกเรื่องที่จะทำโครงงานควรพิจารณาถึงความพร้อมในด้านต่าง
ๆ เช่นแหล่งความรู้เพียงพอที่จะศึกษาหรือขอคำปรึกษา
มีความรู้และทักษะในการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการศึกษา
มีผู้ทรงคุณวุฒิรับเป็นที่ปรึกษา มีเวลา และงบประมาณเพียงพอ
2.
ขั้นศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตัดสินใจทำ
การศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตัดสินใจทำ
จะช่วยให้ผู้เรียนได้แนวคิดที่จะกำหนดขอบข่ายเรื่องที่จะศึกษาค้นคว้าให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้นและยังได้ความรู้ เรื่องที่จะศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจนสามารถออกแบบการศึกษา
ทดลอง และวางแผนดำเนินการทำโครงงานวิทยาศาสตร์อย่างเหมาะสม
3.
ขั้นวางแผนดำเนินการ
การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ไม่ว่าเรื่องใดจะต้องมีการวางแผนอย่างละเอียด รอบคอบ
และมีการกำหนดขั้นตอนในการดำเนินงานอย่างรัดกุม
ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ ประเด็นที่ต้องร่วมกันคิดวางแผนในการทำโครงงานมีดังนี้
คือ ปัญหา สาเหตุของปัญหา แนวทาง และวิธีการแก้ปัญหาที่สามารถปฏิบัติได้ การออกแบบการศึกษาทดลองโดยกำหนดและควบคุมตัวแปร
วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี เวลา และสถานที่จะปฏิบัติงาน
4.
ขั้นเขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์
การเขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์มีรายละเอียดดังนี้
4.1
ชื่อโครงงาน เป็นข้อความสั้น ๆ กะทัดรัด
ชัดเจน สื่อความหมายตรง และมีความเฉพาะเจาะจงว่าจะศึกษาเรื่องใด
4.2
ชื่อผู้ทำโครงงาน เป็นผู้รับผิดชอบโครงงาน
ซึ่งอาจเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มก็ได้
4.3
ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน
ซึ่งเป็นอาจารย์หรือผู้ทรงคุณวุฒิก็ได้
4.4
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
เป็นการอธิบายเหตุผลที่เลือกทำโครงงานนี้ ความสำคัญของโครงงาน แนวคิด หลักการ
หรือทฤษฎีที่เกี่ยวกับโครงงาน
4.5
วัตถุประสงค์โครงงาน
เป็นการบอกจุดมุ่งหมายของงานที่จะทำ
ซึ่งควรมีความเฉพาะเจาะจงและเป็นสิ่งที่สามารถวัดและประเมินผลได้
4.6
สมมติฐานของโครงงาน(ถ้ามี)สมมติฐานเป็นคำอธิบายที่คาดไว้ล่วงหน้า
ซึ่งจะผิดหรือถูกก็ได้ สมมติฐานที่ดีควรมีเหตุผลรองรับ และสามารถทดสอบได้
4.7
วัสดุอุปกรณ์และสิ่งที่ต้องใช้
เป็นการระบุวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นใช้ในการดำเนินงานว่ามีอะไรบ้าง
ได้มาจากไหน
4.8
วิธีดำเนินการ เป็นการอธิบายขั้นตอนการดำเนินงานอย่างละเอียดทุกขั้นตอน
4.9
แผนปฏิบัติการ
เป็นการกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาเสร็จงานในแต่ละขั้นตอน
4.10
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
เป็นการคาดการณ์ผลที่จะได้รับจากการดำเนินงานไว้ล่วงหน้า
ซึ่งอาจได้ผลตามที่คาดไว้หรือไม่ก็ได้
4.11
เอกสารอ้างอิง เป็นการบอกแหล่งข้อมูลหรือเอกสารที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า
5.
ขั้นลงมือปฏิบัติ
การลงมือปฏิบัติเป็นขั้นตอนที่สำคัญตอนหนึ่งในการทำโครงงานเนื่องจากเป็นการลงมือปฏิบัติจริงตามแผนที่ได้กำหนดไว้ในเค้าโครงของโครงงาน อย่างไรก็ตามการทำโครงงานาจะสำเร็จได้ด้วยดี
ผู้เรียนจะต้องคำนึงถึงเรื่องความพร้อมของวัสดุอุปกรณ์ และสิ่งอื่น ๆ
เช่นสมุดบันทึกกิจกรรมประจำวัน
ความละเอียดรอบคอบและความเป็นระเบียบในการปฏิบัติงาน ความประหยัดและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน
ความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติงาน การเรียงลำดับก่อนหลังของงานส่วนย่อย
ๆ ซึ่งต้องทำแต่ละส่วนให้เสร็จก่อนทำส่วนอื่นต่อไปในขั้นลงมือปฏิบัติจะต้องมีการบันทึกผล การประเมินผล การวิเคราะห์ และสรุปผลการปฏิบัติ
6.
ขั้นเขียนรายงานโครงงาน
การเขียนรายงานการดำเนินงานของโครงงาน
ผู้เรียนจะต้องเขียนรายงานให้ชัดเจน ใช้ศัพท์เทคนิคที่ถูกต้อง ใช้ภาษากะทัดรัด
ชัดเจน เข้าใจง่าย และต้องครอบคลุมประเด็นสำคัญ ๆ ทั้งหมดของโครงงานได้แก่
ชื่อโครงงาน ชื่อผู้ทำโครงงาน ชื่อที่ปรึกษา บทคัดย่อ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
จุดหมาย สมมติฐาน วิธีดำเนินงาน ผลการศึกษาค้นคว้า ผลสรุปของโครงงาน ข้อเสนอแนะ
คำขอบคุณบุคลากรหรือหน่วยงานและเอกสารอ้างอิง
7.
ขั้นเสนอผลงานและจัดแสดงผลงานโครงงาน
หลังจากทำโครงงานวิทยาศาสตร์เสร็จแล้วจะต้องนำผลงานที่ได้มาเสนอและจัดแสดง
ซึ่งอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การจัดนิทรรศการ การประชุมทางวิชาการ เป็นต้น
ในการเสนอผลงานและจัดแสดงผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ควรนำเสนอให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ
ๆ ทั้งหมดของโครงงาน
การนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์
การแสดงผลงานจัดได้ว่าเป็นขั้นตอนสำคัญอีกประการหนึ่งของการทำโครงงานเรียกได้ว่าเป็นงานขั้นสุดท้ายของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นการแสดงผลิตผลของความคิด และการปฏิบัติการทั้งหมดที่ผู้ทำโครงงานได้ทุ่มเทเวลาไป
และเป็นวิธีการที่จะทำให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น ๆ
มีผู้กล่าวว่าการวางแผนออกแบบเพื่อจัดแสดงผลงานนั้นมีความสำคัญเท่า ๆ
กับการทำโครงงานนั้นเอง
ผลงานที่ทำจะดียอดเยี่ยมเพียงใด แต่ถ้าการจัดแสดงผลงานทำได้ไม่ดี
ก็เท่ากับไม่ได้แสดงความดียอดเยี่ยมของผลงานนั้นนั่นเอง
การแสดงผลงานนั้นอาจทำได้ในรูปแบบต่าง
ๆ กัน เช่น การแสดงในรูปนิทรรศการ
ซึ่งมีทั้งการาจัดแสดงและการอธิบายด้วยคำพูด
หรือในรูปแบบของการจัดแสดงโดยไม่มีการอธิบายประกอบหรือในรูปของการรายงานปากเปล่า ไม่ว่าการแสดงผลงานจะอยู่ในรูปแบบใด ควรจะจัดให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
1.
ชื่อโครงงาน ชื่อผู้ทำโครงงาน
ชื่อที่ปรึกษา
2.
คำอธิบายถึงเหตุจูงใจในการทำโครงงาน
และความสำคัญของโครงงาน
3.
วิธีการดำเนินการ
โดยเลือกเฉพาะขั้นตอนที่เด่นและสำคัญ
4.
การสาธิตหรือแสดงผลที่ได้จากการทดลอง
5.
ผลการสังเกตและข้อมูลเด่น ๆ
ที่ได้จากการทำโครงงาน
ในการจัดนิทรรศการโครงงานนั้น
ควรได้คำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้
1.
ความปลอดภัยของการจัดแสดง
2.
ความเหมาะสมกับเนื้อที่จัดแสดง
3.
คำอธิบายที่เขียนแสดงควรเน้นประเด็นสำคัญ
และสิ่งที่น่าสนใจเท่านั้น โดยใช้ข้อความกะทัดรัด ชัดเจน และเข้าใจง่าย
4.
ดึงดูดความสนใจผู้เข้าชม
โดยใช้รูปแบบการแสดงที่น่าสนใจ ใช้สีที่สดใส
เน้นจุดที่สำคัญหรือใช้วัสดุต่างประเภทในการจัดแสดง
5.
ใช้ตารางและรูปภาพประกอบ
โดยจัดวางอย่างเหมาะสม
6.
สิ่งที่แสดงทุกอย่างต้องถูกต้อง
ไม่มีการสะกดผิดหรืออธิบายหลักการที่ผิด
7.
ในกรณีที่เป็นสิ่งประดิษฐ์
สิ่งนั้นควรอยู่ในสภาพที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์
ในการแสดงผลงาน
ถ้าผู้นำผลงานมาแสดงจะต้องอธิบายหรือรายงานปากเปล่าหรือคำถาม
ต่าง ๆ
จากผู้ชมหรือต่อกรรมการตัดสินโครงงาน การอธิบายตอบคำถาม หรือรายงานปากเปล่านั้น
ควรได้คำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้
1.
ต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่อธิบายเป็นอย่างดี
2.
คำนึงถึงความเหมาะสมของภาษาที่ใช้กับระดับผู้ฟัง
ควรให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย
3.
ควรรายงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม
4.
พยายามหลีกเลี่ยงการอ่านรายงาน
แต่อาจจดหัวข้อสำคัญ ๆ ไว้เพื่อช่วยให้การรายงานเป็นไปตามขั้นตอน
5.
อย่าท่องจำรายงานเพราะทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ
6.
ขณะที่รายงานควรมองตรงไปยังผู้ฟัง
7.
เตรียมตัวตอบคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น
ๆ
8.
ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา
ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงสิ่งที่ไม่ได้ถาม
9.
หากติดขัดในการอธิบาย ควรยอมรับโดยดี
อย่ากลบเกลื่อน หรือหาทางหลีกเลี่ยงเป็นอย่างอื่น
10.
ควรรายงานให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด
11.
หากเป็นไปได้ควรใช้สื่อประเภทโสตทัศนูปกรณ์
ประกอบการรายงานด้วย เช่น แผ่นใส หรือสไลด์ เป็นต้น
ข้อควรพิจารณาและคำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมาในการแสดงผลงานนั้น
จะคล้ายคลึงกันในการแสดงผลงานทุกประเภท
แต่อาจแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อยเพียงเล็กน้อย สิ่งสำคัญก็คือ
พยายามให้การแสดงผลงานนั้นดึงดูดความสนใจผู้ชม มีความชัดเจน เข้าใจง่าย
และมีความถูกต้องในเนื้อหา
การทำแผงสำหรับแสดงโครงงานให้ใช้ไม้อัดมีขนาดดังรูป


60
ซม.
120 ซม.
ติดบานพับมีห่วงรับและขอสับทำมุมฉากกับตัวแผงกลาง
ในการเขียนแบบโครงงานควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
1. ต้องประกอบด้วยชื่อโครงงาน
ชื่อผู้ทำโครงงาน ชื่อที่ปรึกษา คำอธิบายย่อ ๆ ถึงเหตุจูงใจในการทำโครงงาน
ความสำคัญของโครงงาน วิธีดำเนินการเลือกเฉพาะขั้นตอนที่สำคัญ
ผลที่ได้จากการทดลองอาจแสดงเป็นตาราง กราฟ หรือรูปภาพก็ได้ ประโยชน์ของโครงงาน
สรุปผล เอกสารอ้างอิง
2. จัดเนื้อที่ให้เหมาะสม ไม่แน่นจนเกินไปหรือน้อยจนเกินไป
3. คำอธิบายความกะทัดรัด
ชัดเจน เข้าใจง่าย
4. ใช้สีสดใส เน้นจุดสำคัญ เป็นการดึงดูดความสนใจ
5. อุปกรณ์ประเภทสิ่งประดิษฐ์ควรอยู่ในสภาพที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)