ใบความรู้
ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์
โครงงานวิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาค้นคว้า โดยผู้เรียนจะเป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเองทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มวางแผนในการศึกษาค้นคว้า การเก็บรวบรวมข้อมูล จนถึงเรื่องการแปลผล สรุปผล
และเสนอผลการศึกษา
โดยมีผู้ชำนาญการเป็นผู้ให้คำปรึกษา
ลักษณะและประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์ จำแนกได้เป็น
4 ประเภท ดังนี้
1.
โครงงานประเภทสำรวจ
เป็นโครงงานที่มีลักษณะเป็นการศึกษาเชิงสำรวจ รวบรวมข้อมูลแล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาจัดกระทำและนำเสนอในรูปแบบต่าง
ๆ
ดังนั้นลักษณะสำคัญของโครงงานประเภทนี้คือ
ไม่มีการจัดทำหรือกำหนดตัวแปรอิสระที่ต้องการศึกษา
2.
โครงงานประเภททดลอง
เป็นโครงงานที่มีลักษณะกิจกรรมที่เป็นการศึกษาหาคำตอบของปัญหาใดปัญหาหนึ่งด้วยวิธีการทดลอง
ลักษณะสำคัญของโครงงานนี้คือ
ต้องมีการออกแบบการทดลองและดำเนินการทดลองเพื่อหาคำตอบของปัญหาที่ต้องการทราบหรือเพื่อตรวจสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้
โดยมีการจัดกระทำกับตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ เพื่อดูผลที่เกิดขึ้นกับตัวแปรตาม และมีการควบคุมตัวแปรอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการศึกษา
3.
โครงงานประเภทการพัฒนาหรือประดิษฐ์
เป็นโครงงานที่มีลักษณะกิจกรรมที่เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ ทฤษฎี
หรือหลักการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องใช้
หรืออุปกรณ์เพื่อประโยชน์ใช้สอยต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นการประดิษฐ์ของใหม่ ๆ
หรือปรับปรุงของเดิมที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ซึ่งจะรวมไปถึงการสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายแนวคิด
4.
โครงงานประเภทการสร้างทฤษฎีหรืออธิบาย
เป็นโครงงานที่มีลักษณะกิจกรรมที่ผู้ทำจะต้องเสนอแนวคิด หลักการ
หรือทฤษฎีใหม่ ๆ อย่างมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ในรูปของสูตรสมการหรือคำอธิบายอาจเป็นแนวคิดใหม่ที่ยังไม่เคยนำเสนอ
หรืออาจเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ในแนวใหม่ก็ได้
ลักษณะสำคัญของโครงงานประเภทนี้ คือ
ผู้ทำจะต้องมีพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างดี ต้องค้นคว้าศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง
จึงจะสามารถสร้างคำอธิบายหรือทฤษฎีได้
ขั้นตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์
การทำกิจกรรมโครงงานเป็นการทำกิจกรรมที่เกิดจากคำถามหรือความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่อง
ต่าง ๆ ดังนั้นการทำโครงงานจึงมีขั้นตอนดังนี้
1. ขั้นสำรวจหรือตัดสินใจเลือกเรื่องที่จะทำ
การตัดสินใจเลือกเรื่องที่จะทำโครงงานควรพิจารณาถึงความพร้อมในด้านต่าง
ๆ เช่นแหล่งความรู้เพียงพอที่จะศึกษาหรือขอคำปรึกษา
มีความรู้และทักษะในการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการศึกษา
มีผู้ทรงคุณวุฒิรับเป็นที่ปรึกษา มีเวลา และงบประมาณเพียงพอ
2.
ขั้นศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตัดสินใจทำ
การศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตัดสินใจทำ
จะช่วยให้ผู้เรียนได้แนวคิดที่จะกำหนดขอบข่ายเรื่องที่จะศึกษาค้นคว้าให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้นและยังได้ความรู้ เรื่องที่จะศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจนสามารถออกแบบการศึกษา
ทดลอง และวางแผนดำเนินการทำโครงงานวิทยาศาสตร์อย่างเหมาะสม
3.
ขั้นวางแผนดำเนินการ
การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ไม่ว่าเรื่องใดจะต้องมีการวางแผนอย่างละเอียด รอบคอบ
และมีการกำหนดขั้นตอนในการดำเนินงานอย่างรัดกุม
ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ ประเด็นที่ต้องร่วมกันคิดวางแผนในการทำโครงงานมีดังนี้
คือ ปัญหา สาเหตุของปัญหา แนวทาง และวิธีการแก้ปัญหาที่สามารถปฏิบัติได้ การออกแบบการศึกษาทดลองโดยกำหนดและควบคุมตัวแปร
วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี เวลา และสถานที่จะปฏิบัติงาน
4.
ขั้นเขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์
การเขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์มีรายละเอียดดังนี้
4.1
ชื่อโครงงาน เป็นข้อความสั้น ๆ กะทัดรัด
ชัดเจน สื่อความหมายตรง และมีความเฉพาะเจาะจงว่าจะศึกษาเรื่องใด
4.2
ชื่อผู้ทำโครงงาน เป็นผู้รับผิดชอบโครงงาน
ซึ่งอาจเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มก็ได้
4.3
ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน
ซึ่งเป็นอาจารย์หรือผู้ทรงคุณวุฒิก็ได้
4.4
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
เป็นการอธิบายเหตุผลที่เลือกทำโครงงานนี้ ความสำคัญของโครงงาน แนวคิด หลักการ
หรือทฤษฎีที่เกี่ยวกับโครงงาน
4.5
วัตถุประสงค์โครงงาน
เป็นการบอกจุดมุ่งหมายของงานที่จะทำ
ซึ่งควรมีความเฉพาะเจาะจงและเป็นสิ่งที่สามารถวัดและประเมินผลได้
4.6
สมมติฐานของโครงงาน(ถ้ามี)สมมติฐานเป็นคำอธิบายที่คาดไว้ล่วงหน้า
ซึ่งจะผิดหรือถูกก็ได้ สมมติฐานที่ดีควรมีเหตุผลรองรับ และสามารถทดสอบได้
4.7
วัสดุอุปกรณ์และสิ่งที่ต้องใช้
เป็นการระบุวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นใช้ในการดำเนินงานว่ามีอะไรบ้าง
ได้มาจากไหน
4.8
วิธีดำเนินการ เป็นการอธิบายขั้นตอนการดำเนินงานอย่างละเอียดทุกขั้นตอน
4.9
แผนปฏิบัติการ
เป็นการกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาเสร็จงานในแต่ละขั้นตอน
4.10
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
เป็นการคาดการณ์ผลที่จะได้รับจากการดำเนินงานไว้ล่วงหน้า
ซึ่งอาจได้ผลตามที่คาดไว้หรือไม่ก็ได้
4.11
เอกสารอ้างอิง เป็นการบอกแหล่งข้อมูลหรือเอกสารที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า
5.
ขั้นลงมือปฏิบัติ
การลงมือปฏิบัติเป็นขั้นตอนที่สำคัญตอนหนึ่งในการทำโครงงานเนื่องจากเป็นการลงมือปฏิบัติจริงตามแผนที่ได้กำหนดไว้ในเค้าโครงของโครงงาน อย่างไรก็ตามการทำโครงงานาจะสำเร็จได้ด้วยดี
ผู้เรียนจะต้องคำนึงถึงเรื่องความพร้อมของวัสดุอุปกรณ์ และสิ่งอื่น ๆ
เช่นสมุดบันทึกกิจกรรมประจำวัน
ความละเอียดรอบคอบและความเป็นระเบียบในการปฏิบัติงาน ความประหยัดและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน
ความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติงาน การเรียงลำดับก่อนหลังของงานส่วนย่อย
ๆ ซึ่งต้องทำแต่ละส่วนให้เสร็จก่อนทำส่วนอื่นต่อไปในขั้นลงมือปฏิบัติจะต้องมีการบันทึกผล การประเมินผล การวิเคราะห์ และสรุปผลการปฏิบัติ
6.
ขั้นเขียนรายงานโครงงาน
การเขียนรายงานการดำเนินงานของโครงงาน
ผู้เรียนจะต้องเขียนรายงานให้ชัดเจน ใช้ศัพท์เทคนิคที่ถูกต้อง ใช้ภาษากะทัดรัด
ชัดเจน เข้าใจง่าย และต้องครอบคลุมประเด็นสำคัญ ๆ ทั้งหมดของโครงงานได้แก่
ชื่อโครงงาน ชื่อผู้ทำโครงงาน ชื่อที่ปรึกษา บทคัดย่อ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
จุดหมาย สมมติฐาน วิธีดำเนินงาน ผลการศึกษาค้นคว้า ผลสรุปของโครงงาน ข้อเสนอแนะ
คำขอบคุณบุคลากรหรือหน่วยงานและเอกสารอ้างอิง
7.
ขั้นเสนอผลงานและจัดแสดงผลงานโครงงาน
หลังจากทำโครงงานวิทยาศาสตร์เสร็จแล้วจะต้องนำผลงานที่ได้มาเสนอและจัดแสดง
ซึ่งอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การจัดนิทรรศการ การประชุมทางวิชาการ เป็นต้น
ในการเสนอผลงานและจัดแสดงผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ควรนำเสนอให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ
ๆ ทั้งหมดของโครงงาน
การนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์
การแสดงผลงานจัดได้ว่าเป็นขั้นตอนสำคัญอีกประการหนึ่งของการทำโครงงานเรียกได้ว่าเป็นงานขั้นสุดท้ายของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นการแสดงผลิตผลของความคิด และการปฏิบัติการทั้งหมดที่ผู้ทำโครงงานได้ทุ่มเทเวลาไป
และเป็นวิธีการที่จะทำให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น ๆ
มีผู้กล่าวว่าการวางแผนออกแบบเพื่อจัดแสดงผลงานนั้นมีความสำคัญเท่า ๆ
กับการทำโครงงานนั้นเอง
ผลงานที่ทำจะดียอดเยี่ยมเพียงใด แต่ถ้าการจัดแสดงผลงานทำได้ไม่ดี
ก็เท่ากับไม่ได้แสดงความดียอดเยี่ยมของผลงานนั้นนั่นเอง
การแสดงผลงานนั้นอาจทำได้ในรูปแบบต่าง
ๆ กัน เช่น การแสดงในรูปนิทรรศการ
ซึ่งมีทั้งการาจัดแสดงและการอธิบายด้วยคำพูด
หรือในรูปแบบของการจัดแสดงโดยไม่มีการอธิบายประกอบหรือในรูปของการรายงานปากเปล่า ไม่ว่าการแสดงผลงานจะอยู่ในรูปแบบใด ควรจะจัดให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
1.
ชื่อโครงงาน ชื่อผู้ทำโครงงาน
ชื่อที่ปรึกษา
2.
คำอธิบายถึงเหตุจูงใจในการทำโครงงาน
และความสำคัญของโครงงาน
3.
วิธีการดำเนินการ
โดยเลือกเฉพาะขั้นตอนที่เด่นและสำคัญ
4.
การสาธิตหรือแสดงผลที่ได้จากการทดลอง
5.
ผลการสังเกตและข้อมูลเด่น ๆ
ที่ได้จากการทำโครงงาน
ในการจัดนิทรรศการโครงงานนั้น
ควรได้คำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้
1.
ความปลอดภัยของการจัดแสดง
2.
ความเหมาะสมกับเนื้อที่จัดแสดง
3.
คำอธิบายที่เขียนแสดงควรเน้นประเด็นสำคัญ
และสิ่งที่น่าสนใจเท่านั้น โดยใช้ข้อความกะทัดรัด ชัดเจน และเข้าใจง่าย
4.
ดึงดูดความสนใจผู้เข้าชม
โดยใช้รูปแบบการแสดงที่น่าสนใจ ใช้สีที่สดใส
เน้นจุดที่สำคัญหรือใช้วัสดุต่างประเภทในการจัดแสดง
5.
ใช้ตารางและรูปภาพประกอบ
โดยจัดวางอย่างเหมาะสม
6.
สิ่งที่แสดงทุกอย่างต้องถูกต้อง
ไม่มีการสะกดผิดหรืออธิบายหลักการที่ผิด
7.
ในกรณีที่เป็นสิ่งประดิษฐ์
สิ่งนั้นควรอยู่ในสภาพที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์
ในการแสดงผลงาน
ถ้าผู้นำผลงานมาแสดงจะต้องอธิบายหรือรายงานปากเปล่าหรือคำถาม
ต่าง ๆ
จากผู้ชมหรือต่อกรรมการตัดสินโครงงาน การอธิบายตอบคำถาม หรือรายงานปากเปล่านั้น
ควรได้คำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้
1.
ต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่อธิบายเป็นอย่างดี
2.
คำนึงถึงความเหมาะสมของภาษาที่ใช้กับระดับผู้ฟัง
ควรให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย
3.
ควรรายงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม
4.
พยายามหลีกเลี่ยงการอ่านรายงาน
แต่อาจจดหัวข้อสำคัญ ๆ ไว้เพื่อช่วยให้การรายงานเป็นไปตามขั้นตอน
5.
อย่าท่องจำรายงานเพราะทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ
6.
ขณะที่รายงานควรมองตรงไปยังผู้ฟัง
7.
เตรียมตัวตอบคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น
ๆ
8.
ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา
ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงสิ่งที่ไม่ได้ถาม
9.
หากติดขัดในการอธิบาย ควรยอมรับโดยดี
อย่ากลบเกลื่อน หรือหาทางหลีกเลี่ยงเป็นอย่างอื่น
10.
ควรรายงานให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด
11.
หากเป็นไปได้ควรใช้สื่อประเภทโสตทัศนูปกรณ์
ประกอบการรายงานด้วย เช่น แผ่นใส หรือสไลด์ เป็นต้น
ข้อควรพิจารณาและคำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมาในการแสดงผลงานนั้น
จะคล้ายคลึงกันในการแสดงผลงานทุกประเภท
แต่อาจแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อยเพียงเล็กน้อย สิ่งสำคัญก็คือ
พยายามให้การแสดงผลงานนั้นดึงดูดความสนใจผู้ชม มีความชัดเจน เข้าใจง่าย
และมีความถูกต้องในเนื้อหา
การทำแผงสำหรับแสดงโครงงานให้ใช้ไม้อัดมีขนาดดังรูป


60
ซม.
120 ซม.
ติดบานพับมีห่วงรับและขอสับทำมุมฉากกับตัวแผงกลาง
ในการเขียนแบบโครงงานควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
1. ต้องประกอบด้วยชื่อโครงงาน
ชื่อผู้ทำโครงงาน ชื่อที่ปรึกษา คำอธิบายย่อ ๆ ถึงเหตุจูงใจในการทำโครงงาน
ความสำคัญของโครงงาน วิธีดำเนินการเลือกเฉพาะขั้นตอนที่สำคัญ
ผลที่ได้จากการทดลองอาจแสดงเป็นตาราง กราฟ หรือรูปภาพก็ได้ ประโยชน์ของโครงงาน
สรุปผล เอกสารอ้างอิง
2. จัดเนื้อที่ให้เหมาะสม ไม่แน่นจนเกินไปหรือน้อยจนเกินไป
3. คำอธิบายความกะทัดรัด
ชัดเจน เข้าใจง่าย
4. ใช้สีสดใส เน้นจุดสำคัญ เป็นการดึงดูดความสนใจ
5. อุปกรณ์ประเภทสิ่งประดิษฐ์ควรอยู่ในสภาพที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น